ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินนิทานเรื่องชาวนากับงูเห่ามาก่อนอยู่แล้ว และความหมายมันก็มองกันออกอยู่แล้ว แต่พวกคุณเคยเจอกับตัวกันมาหรือยังล่ะ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากจะให้มันเกิดขึ้นกับตัวคุณเองหรอก ไม่ว่าจะคนใกล้ตัวหรือใครก็ตาม วันนี้ผมจะมาเล่าประสบณ์การณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ฟัง

ต้องบอกก่อนว่าผมกับครอบครัวนั่นทำอาชีพหลัก ๆ เลยคือเลี้ยงหมู คอยส่งให้กับลูกค้าทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ในครอบครัวมีผม และพ่อแม่ อยู่กัน 3 คนและพ่อได้จ้างลูกน้องมาช่วยงานที่ฟาร์มอีกประมาณ 10 คน ซึ่งพ่อผมเป็นคนที่ใจดีมาก ๆ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ลูกน้องพ่อทุกคนรักเขามาก เพราะว่าเวลาลูกลูกน้องเขาขาดแคลนหรือเดือนร้อนไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม พ่อผมก็จะเป็นคนเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือเองโดยที่ไม่ต้องไว้วานใคร ทั้งเรื่องเงิน เรื่องปัญหาครอบครัวของแต่ละคน พ่อผมเคลียให้ได้ทุกอย่าง สำหรับผม พ่อคือฮีโร่เลยหล่ะ แล้วผมเชื่อว่าลูกน้องทุกคนก็คิดแบบผม ส่วนแม่นั่นเป็นคนซับพอร์ตทุกเรื่องของพ่อกับผม แม่จะคอยดูแลพ่อ ส่วนพ่อจะคอยดูแลฟาร์มกับลูกน้อง ส่วนตัวผม ผมก็คอยช่วยเหลือพ่ออีกแรง คอยไปส่งหมูให้ลูกค้า เช็คหมูให้พ่อ ไม่เคยขี้เกลียดเพราะผมคิดว่า ถ้าไม่มีผม พ่อคงเหนื่อยกว่านี้มาก ๆ แล้วเรื่องที่ผมจะเล่ามันก็ได้เริ่มที่ตรงนี้แหละ

เช้าวันที่ฟ้าโปร่งใส ไม่มีแม้แต่เมฆ เวลาประมาณสัก 8 โมงน่าจะได้ มีผู้ชายคนนึง หน้าตามอมแมม เสื้อผ้าก็ขาด ๆ เก่า ๆ ไม่ได้ใส่รองเท้า เดินเข้ามาที่ฟาร์มหมูของพ่อ ตอนนั้นพ่อไม่ได้อยู่ที่ฟาร์ม มีลูกน้องพ่อเจอจึงพยายามไล่ให้เขาออกไป เขาเข้ามาขอเงินเพื่อจะไปซื้อข้าวกิน พอผมรู้เรื่องตอนนั้นผมก็เอาข้าวและเงินอีกจำนวน 100 บาทไปให้เขา เพราะคิดว่าเขาคงลำบากจริง ๆ ผมนั่งคุยกับเขาสักพักตอนเขานั่งกินข้าวที่ผมให้เขาไป เข้าชื่อต้อย อายุ 37 ปี เขาบอกว่าเขาเป็นคนต่างจังหวัด ออกมาตามหาลูก ลูกเขาออกจากบ้านมาหางานทำในเมือง แต่เขาไม่รู้ว่าที่ไหน ออกมาหลายปีแล้ว เขาจึงตรัสสินเดินเท้ามา 5-6 วันเพื่อนตามหาลูก แต่เขาไม่มีเป้าหมายเลย

จากที่เขาเล่ามาผมก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะใครมันจะเดินข้ามจังหวัดโดยที่ไม่มีจุดหมาย ผมก็บอกเขาว่าถ้ากินอิ่มแล้วจะเอาอะไรอีกก็บอกอได้ ตามสบายเลยครับ แล้วพอเขากินอิ่มเขาก็เดินกลับออกไป พ่อผมกลับมาพอดีจังหวะสวนกับลุงคนนั้น พ่อผมก็เข้ามาถามว่าใคร มาทำอะไร ผมก็เล่าทุกอย่างที่คุยกับเขาให้พ่อได้ฟัง แม่ยังไม่รู้เรื่องนี้ เพราะส่วนใหญ่แม่จะไม่ค่อยเข้ามาที่ฟาร์ม แม่จะอยู่ที่บ้าน พ่อผมได้ยินแบบนั้นแล้วจึงสั่งให้ลูกน้องไปพาเขากลับมา พ่อนั่งคุยกับลุงต้อยสักพักแล้วพ่อก็พูดออกมาว่า เองไม่ต้องไปไหนหรอก มาทำงานกับฉันสิ ฉันให้ข้าวให้เงินเดือน ขอแค่ขยันทำงาน อย่าขี้เกลียด ลุงต้อยก็รีบตอบรับอย่างดีใจ ผมก็คิดในใจว่า เขาต้องการมาตามหาลูกไม่ใช่เหรอ ทำไมเขาถึงอยากอยู่ที่นี่เลยหล่ะ แล้วนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ครับ


อยู่กันได้เดือนกว่า ๆ ลุงต้อยเริ่มออกลาย แสดงท่าทีขี้เกลียด นอนตื่นสาย ตกเย็นชวนคนอื่นกินเหล้า ซึ่งก็มีบางคนที่กินกับแกบ้างบางวัน เพราะทุกคนอยู่กันอย่างครอบครัว ใครชวนก็ไม่อยากปฏิเสธ พ่อผมเริ่มมองว่า แบบนี้มันไม่ได้แล้วนะ พ่อจึงตรัสสินใจเดินเข้าไปตักเตือน ซึ่งผมบอกเลยว่าเวลาพ่อผมโมโหหรือสอนสั่งลูกน้อง พ่อเป็นคนน่ากลัวมาก ๆ เสียงดัง แต่นี่แหละ ความเป็นผู้นำที่ควรจะมี พ่อผมได้ตักเตือนสองสามครั้ง เขาเริ่มมีท่าทีที่ไม่พอใจ และไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง จนพ่อผมบอกว่าแบบนี้ไม่ได้แล้ว ไม่เอาไว้แล้วมีแต่จะพากันเสีย จึงไล่เขาอออกทันที ตอนนั้นเขาทำท่าทีประชดประชันพ่อทันทีเหมือนกัน ทุกคนต่างตกใจ แล้วเขาก็เดินออกไปจากฟาร์ม

ไม่นานจากวันนั้น ประมาณ 2-3 วันมีสายโทรเข้ามาหาผม นั่นคือแม่ของผมเอง ผมรับสาย แม่ผมพูดมาว่า อยู่ไหน กลับมาดูพ่อเร็ว พ่อโดนทำร้ายที่ตลาด ตอนนั้นผมกำลังไปส่งหมูให้พ่อ ผมรีบวนรถกลับอย่างไม่คิดชีวิต ผมไปหาพ่อที่โรงพยาบาลแถว ๆ บ้าน ตอนนั้นคือช็อคมาก พ่อผมนอนนิ่งบนเตียง หมอบอกมีเลือดคลั่งในสมองเพราะถูกของแข็งฟาดที่บริเวณศรีษะ ผมถามแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น แม่บอก ไอ้ต้อยที่พ่อเลี้ยงมันมา มันมาดักทำร้ายพ่อที่ตลาด ตอนนั้นผมโมโหมาก ผมรีบถามลูกน้องพ่อว่ามันอยู่ไหน เขาบอกมันโดนตำรวจจับไปแล้ว ตอนนั้นผมคิดในใจว่า ทำไมวันนั้นผมไม่บอกพ่อว่าผมรู้สึกแปลก ๆ ตั้งแต่วันที่มันเข้ามาแล้ว  ผมจะเอาเรื่องมันให้ถึงที่สุด           จากวันนั้นมาถึงตอนนี้ พ่อผมก็ยังไม่ลุกจากเตียง ครอบครัวขาดเสาร์หลัก ผมรู้สึกท้อมาก ๆ ส่วนไอ้ต้อยมันก็ติดคุกหัวโต

เรื่องนี้มันทำให้ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่ฟังมาตั้งแต่เด็ก ๆ  ชาวนากับงูเห่า งูเห่าต่อให้เลี้ยงดีแค่ไหน วันนึงมันก็อาจจะมาแว้งกัดเราได้เหมือนเดิม…